Sex and the City in Korea : DAY1 ไปกินกล้ามปู เอ้ย! กินปู ที่ปูซาน

อย่างที่เค้าบอกกันว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา 
ทริปเกาหลี 7วัน 6คืนของเราก็ได้ผ่านพ้นไปพร้อม เรื่องโป๊ะๆ มากมาย

เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตสำหรับคนไทย
เชื่อว่าเกินกว่าครึ่งที่ไป ติดใจอ๊ปป้า 55555 เราก็เช่นกัน
แต่จากเดิมที่ตั้งใจจะมาส่องอ๊บป้า เรากลับได้พบความประทับใจที่คาดไม่ถึงมากมายจากทริปนี้
ทริปนี้เป็นทริปที่มีการเตรียมตัวค่อนข้างน้อย เนื่องจากทุกคนต่างมีภาระหน้าที่การงาน
หลายๆอย่างเลยเกิดจากความบังเอิญและคำแนะนำจากเพื่อนใหม่ชาวเกาหลีที่เราได้พบเจอ
ตั้งแต่คาเฟ่เกร๋ๆ ไปจนถึงร้านอาหารอร่อยๆที่ทำให้เราได้นั่งทานข้าวโต๊ะติดกับ "คิมวูบิน"!

"SEX AND THE CITY IN KOREA"
เป็นทริปของผมและเพื่อน 4 คน ที่หอบร่างไปเที่ยวเกาหลีด้วยกัน 
ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง SEX แต่อย่างใด 
สาระอาจจะมีไม่มากนัก เพียงแค่อยากแชร์ประสบการณ์การเดินทางโป๊ะๆ โก๊ะๆ
เน้น อรรถรส และความบันเทิง
 บางส่วนมีเนื้อหาเกี่ยวกับที่เที่ยวเฉพาะกลุ่ม
ทั้งนี้ผู้เขียนไม่มีเจตนาชี้นำให้ปฏิบัติตามแต่อย่างใด
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย และ พร้อมรับคำติชมครับ 

ว่าแล้วก็ อ่ะไปกันเถอะ!!



ในรีวิวนี้ขออนุญาตใช้ชื่อตัวละครในเรื่อง SEX AND THE CITY แทนตัวละครจริง
ตามรูปข้างบนเลยนะครับ 5555 เพื่ออรรถรสเช่นกัน แบ่งตามคาแรคเตอร์ อุ๊บส์! 😜😜😜


ทริปนี้เราลองหันมาใช้บริการสายการบิน Air Asia X เที่ยวบินที่ XJ700
ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองเวลา 2.20 น. ถึงสนามบินอินชอน ประเทศเกาหลีใต้เวลา 9.40 น.
เนื่องจากเป็นเครื่องบินใหญ่เลยแนะนำให้ไปเผื่อเวลาหน่อยนะครับ
เราไปถึงสนามบินราว 5ทุ่ม 20 แถวต่อคิวเช็คอินก็ยาวมากๆแล้ว


ค่าตั๋วทริปนี้เราซื้อแบบ
+ อาหาร 1 ที่ 
+ น้ำหนักกระเป๋า 20 กิโล 
+ น้ำหนักกระเป๋าขากลับเพิ่มอีก 5 กิโล
สิริรวมราคาค่าตั๋วเครื่องบินคือ 10,630 บาท

แต่พอพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนำอาหารมาบริการ
เราดันได้อาหารกันคนละ 2ชุด เราก็งง พนักงานก็งง แต่เค้าก็เช็คแล้วเช็คอีก


ก็พบว่าชื่อเราสั่งอาหารไป 2 ที่ต่อคนจริงๆ
แต่ตอนหลังเพื่อนที่เป็นคนจองตั๋วก็คิดว่าสงสัยคงเบลอๆสั่งเบิ้ลไปตอนจองตั๋ว
แถมตอนนั้นก็ไม่ค่อยหิว เลยแบ่งคนข้างๆช่วยทานไปกล่องนึง
แต่จะบอกว่าเมนูข้าวมันไก่จิ้มแจ่วคือเด็ดมาก!!


สรุปใหม่ก็คือ ถ้าเราไม่สั่งอาหารเบิ้ล ค่าตั๋วจะลดไปอีก 150 บาท
เป็น 10,480 บาท
หรือทั้งนี้ หากเพื่อนๆไม่ได้สั่งอาหารล่วงหน้า ก็สามารถซื้ออาหารบนเครื่องได้
ราคาจะแพงกว่าเล็กน้อย เริ่มต้นที่เมนูละ 210 บาท
 ส่วนเรื่องที่นั่ง ผมสูง 185 เซน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากมายนะครับ
 รูปนี้นั่งแบบหลังติดเบาะ


แต่ถ้าใครอยากอัพเกรดหน้างาน ไปนั่งที่นั่ง Hot Seat ซึ่งมี Leg room มากขึ้นก็สามารถทำได้ 


แอบถ่ายรูปแอร์เกาหลี ทุกไฟลท์เค้าจะมีแอร์ต่างชาติไว้ประกาศและต่อกรกับผู้โดยชาติเค้า


เราเดินทางมาถึงเกาหลี เวลาเกือบ 10โมง 
กว่าจะผ่านตม.ก็ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง

ตม.เกาหลีนี้เฮี้ยนเหมือนกันนะครับ เพราะระหว่างที่ต่อคิวอยู่
เห็นคนไม่ผ่านหลายคนมากๆ เราก็แซวกันเองว่า  

"แกไม่ได้เข้าแน่ กลับบ้านแน่ คุณไม่ใช่เดอะเฟสค่ะ"

 ซึ่งทุกคนก็ผ่านตม.มาได้อย่างราบรื่น.. ยกเว้น Samantha!!
คือนางเข้าคอกตม.คนสุดท้าย

ตม: "why did you change your name?"
Samantha :"why couldn't I change my name?"
ตม : "office please" พร้อมผายมือไปที่ห้องที่ทุกคนที่ไม่ผ่านตม.โดนเรียกเข้าไป!!
😱😱😱😱😱😱😱

Samantha พยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากพวกเราแต่ไม่มีใครสนใจนางเลย
เพราะพวกเราผ่านเข้าไปแล้ว และมัวแต่มองหาสายพานรับกระเป๋ากันอยู่
😂😂😂😂😂😂😂😂


คนที่หันมาเห็น Samantha กำลังเดินเข้าห้องดำไปคือ Charlotte ซึ่งรีบวิ่งมาบอกพวกเรา

"ซิสสสสส เพื่อนเราโดนเรียกเข้าห้องดำ!!!"

OMG นี่เพื่อนเราจะโดนส่งกลับไทยจริงๆหรอ!

พอเข้าห้องดำไป Samantha ก็โดนถามซ้ำอีกทีว่าทำไมถึงเปลี่ยนชื่อ
สาเหตุที่โดนเรียกเข้าห้องดำ เนื่องจาก Samantha เคยมาเที่ยวเกาหลีแล้วรอบนึง
ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อเก่าอยู่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่แล้ว
เค้าคงกลัวว่าจะปลอมตัวหนีความผิดมาหรือ เป็นผู้ก่อการร้ายรึเปล่า (มั้ง)

"My old name is not lucky for my life, So I changed. It's belief in Thailand... Blah blah blah"
 
หลังจาก Samantha พยายามอธิบายว่า การเปลี่ยนชื่อในประเทศไทยเกิดขึ้นได้
คนไทยมีความเชื่อเรื่องดวง ว่าถ้าชื่อไม่มงคลจะทำให้ดวงไม่ดี
เจ้าหน้าที่ทำหน้างง เพราะเกาหลีเค้าไม่มีการเปลี่ยนชื่อกัน 
แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อย Samantha ของเราออกมา!!
ทำไมทริปเราตื่นเต้นตั้งแต่เข้าเมืองเลยเนี่ย!!
หน้าซีดตั้งแต่พึ่งเข้าเมืองกันไปเลย 555


หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อยเราก็จะไปซื้อ Sim โทรศัพท์กัน



โดยเมื่อเดินออกมาจากสายพานรับกระเป๋าแล้วให้เลี้ยวซ้ายไปจนเจอประตู 7 ทางขวามือ 
เลยประตู 7 มานิดนึงจะเจอเคาเตอร์จำหน่ายซิมอยู่ทางขวามือ


ทริปนี้เราตัดสินใจซื้อ Sim ไม่ใช่ Pocket wifi อย่างคนอื่นเค้า
เนื่องจากประสบการณ์การใช้ Pocket wifi คือถูกกว่าจริง แต่ก็ต้องแลกกับการพก Pocket wifi และที่ชาร์ตเพิ่มอีก แถมบางทีจะแยกตัวไปทำกิจอะไรก็ไม่สะดวก
สู้ทุกคนใส่ Sim ตัวเอง มีสัญญาณ และชาร์ตแค่โทรศัพท์ตัวเอง ไม่ต้องกลัว Pocket wifi หายด้วย

ราคามีแบบ 5วัน 10วัน 30วัน
เราซื้อแบบ 10วัน ราคา 38,500วอน (ราวๆ 1,155บาท) 
ซึ่งเราโอเคกับราคานี้ เผื่อเพื่อนจะเทไปกับอ๊บป้า ก็จะได้แยกย้ายสบาย 5555


จากนั้นเราจะขึ้นรถไฟไปปูซานกัน ใช่ครับ ทริปนี้ 2วันแรกเราไปเที่ยวปูซานกันก่อน
เพื่อนอยากกินปู หรือกล้ามปูไม่รู้.. 😎😎😎😎


เราต้องเดินลงไปชั้น B1 เพื่อจะไปขึ้นรถไฟ KTX


จากนั้นแวะออกตั๋วที่เราจองผ่านเวปไซต์มาก่อนหน้านี้แล้ว 
http://www.letskorail.com/ebizbf/EbizBfTicketSearch.do


มาออกตั๋วที่เคาเตอร์นี้
โดยตั๋วแบบนี้จะเป็นของนักท่องเที่ยวเท่านั้นและต้องโชว์พาสปอร์ตและบัตรเครดิตที่ใช้ชำระเงิน
ให้กับเจ้าหน้าที่ดูด้วย

แต่ปรากฏว่าตอนจองตั๋วผมดันส่งรูปพาสปอร์ตให้เพื่อนผิด ส่งเล่มเก่าไป 
ข้อมูลเลยไม่ตรง เจ้าหน้าที่จึงต้องแคนเซิลตั๋วแล้วลงทะเบียนใหม่ให้
โชคดีที่เจ้าหน้าที่เค้าใจดีทำให้ ไม่ต้องซื้อใหม่
โอ้ยยย ทำไมไม่ราบรื่นเลย 😂😂😂😂😂😂
เจ้าหน้าที่เค้าเลยจองรอบรถที่เร็วที่สุดให้ ซึ่งเราได้รถรอบ เที่ยง 7 นาที


จากนั้นเลี้ยวไปทางขวาจากเคาเตอร์เมื่อกี๊ จะเป็นทางเดินไปชานชลา



 กว่ารถไฟจะมา พอดียังพอมีเวลาเหลือ เลยแวะกิน Burger King 
มีไก่ทอดอารมณ์ประมาณไก่ป๊อบบ้านเรา แต่กล้องเค้าน่ารักแบ๊วมาก สมเป็นเกาหลีสตัยยย



ส่วนอันนี้เป็นที่ออกตั๋ว ถ้าเจ้าหน้าที่ตรงเคาเตอร์ก่อนหน้าไม่ได้ทำให้เราเลย
เราก็ต้องมาออกตั๋วอีกทีตรงนี้

 รถไฟมาแล้ว อ่ะปายยยยยยยยย



ระหว่างโบกี้จะมีที่เก็บกระเป๋าลาก แนะนำให้รีบขึ้น ไม่งั้นจะต้องมาเก็บตรงแถวหลังสุดแบบนี้


พอขึ้นมาถึงรถไฟพึ่งเอะใจ ทำไมมันนั่งนานจัง เพราะในตั๋วเขียนว่าถึงปูซานตอน บ่าย 3 โมง 45
แต่ที่เพื่อนหาขอมูลมา มันแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งเอง
ปรากฏเราดันได้รอบที่รถไฟจอดแทบทุกชานชลา โอ๊ยยยยยยย นั่งรากงอกไปเลยข่า
คุณพี่ตรงเคาเตอร์คงเลือกรอบที่เร็วที่สุดให้เราโดยไม่ได้ดูว่ารอบนั้นนั่งตั้ง 3ชั่วโมง45 ฮือออออออ


 บนรถไฟถ้าเป็นสายด่วนจะมีพนักงานเข็นรถอาหารขาย
แต่เราดันมารอบที่จอดแทบทุกสถานี ยังดีที่มีตู้กดอัตโนมัติ 😂😂😂😂😂


.....................
เราหลับสนิทมาตลอดทางเลยครับ


 
อ่ะถึงแล้วววว สถานีรถไฟปูซาน 
ขึ้นมาจากชานชลาแล้วเลี้ยวขวา สถานีรถไฟที่นี่ก็ให้อารมณ์คล้ายๆญี่ปุ่นอ่ะครับ
มีของกินของขายเยอะแยะเลย


จากที่หาข้อมูลมา หลายๆคนที่มาปูซานเค้าจะพักกันแถวๆสถานีปูซานเนี่ยแหละ
แต่เพื่อนผมจองโรงแรมย่าน Haeundae
ซึ่งเป็นย่านที่ติดกับชายหาด ย่านนี้จะป๊อปปูล่ามากในช่วงหน้าร้อน
.... แต่.. นี่มันหน้าหนาวนะ อ้อ ลืมบอก อากาศหนาวมากครับ 
กลางวัน 10-15 องศา กลางคืน -2 
พวกเราก็เกร๋เนอะ ไม่แคร์เวิลด์ อยากมาทะเลหน้าหนาว 😂😂😂😂


มิแรนด้า หนาวจนปวดหัว 555555 

เราต้องต่อรถไฟจากสถานีปูซาน โดยเปลี่ยนเป็นรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Haeundae
เดินตามป้าย Tracks to Metro



ข่าวร้ายคือ สถานีรถไฟบนดิน กะใต้ดิน ไม่เชื่อมกัน!!
โอ้ย เหมือนบ้านเราตรงแถวเตาปูนเล๊ยยยย
คือเราต้องออกจากสถานีปูซานที่ประตู 1 แล้วลากกระเป๋าต่อ ตรงไปอีกราวๆ 100เมตร


กระเป๋าผมนี่หนักมากเลยครับ เพราะเป็นคนขี้หนาว ขนเสื้อกันหนาวมาเต็ม

พอลากไปถึงทางลง หาลิฟท์ไม่เจออีก!!!
โอ๊ยตั่ยแล๊ววววววววว!!!!🙌🙌🙌🙌🙌 (เสียงมาดามมด)
ทุกคนก็ทุลักทุเลลากกระเป๋าลงไป


ผมหันไปถามคนแถวนั้นว่ามีลิฟท์มั้ย เค้าชี้ไป ว่าต้องเดินไปอีก 100เมตร!!
เลยเอาวะ แบกเดินลงก็ได้ ฮือออออ😭😭😭😭



เราซื้อตั๋วแบบ 1 DAY TRIP ราคา 45,000วอน 
เช็คสายรถไฟ เราต้องขึ้น สายสีส้ม ไปลงสถานี Seomyeon (119)
แล้วเปลี่ยนไป สายสีเขียว ไปลง Haeundae (203)
(แนะนำให้โหลด App Busan Metro เอาไว้ดูเส้นทางรถไฟ)



งานนี้ Samantha ชีวิตไม่ดีอีกละ ซื้อตั๋ว ตั๋วก็เสีย พนักงานเรียก Office Please รอบ2!!



ช่วงต่อระหว่างเปลี่ยนสาย ลิฟท์ก็เสียไปอีก! ทำไมพวกเราถึงซวยซ้ำซวยซ้อนขนานนั้น!!😂😂😂😂
 


กว่าเราจะมาถึงสถานี Haeundae ก็ปาไป 5 โมงจะครึ่งแล้ว 


หิว.. เลยแวะซื้อขนมร้านนี้รองท้อง อิอิ ขนมดี๊ดี


เราออกจากสถานีที่ทางออก 5
ต่อไปคือหาโรงแรม ปรากฏสิ่งที่พึ่งรู้คือ Google Map ใช้ไม่ได้เลยครับที่เกาหลี
งงมาก แถมทุกอย่างเปนภาษาเกาหลีเกือบหมด เลยใช้วิธีคลำๆถามทางคนแถวนั้นไปเรื่อยๆ


และแล้วก็มาถึงโรงแรม "Cinema House"
โรงแรมใหม่มาก พึ่งเปิดมาได้ 6 เดือนเอง
สะอาดสะอ้าน สวยงาม ราคาโอเค คืนละ 950 บาทต่อคน




มื้อเย็น คือมื้อแรกที่เราจะได้ทานข้าวจริงๆจังๆกันซักที เราหาข้อมูลมา
ถ้าจะกินปูต้องไปกินที่ Gijang Market
ซึ่งปูสดและราคาถูกกว่าโซลเกือบครึ่ง



(เดินทางไป Gijang Market จะต้องใช้รถไฟใต้ดินคนละยี่ห้อกับขาที่เรามาจากสถานี Busan
คล้ายๆกับ BTS กับ MRT บ้านเรา เลยใช้ App Busan Metro ไม่ได้)
โดยกลับไปขึ้นรถไฟที่สถานี Haeundae มองหาป้ายสถานี Bexco แล้วนั่งไปลงสถานี Bexco 



แล้วเดินไปเปลี่ยนเป็น สายสีฟ้า (Donghae line) นั่งไปอีก 4 สถานีไปลงสถานี Gijang 
(ค่ารถไฟเพิ่ม 1,500วอน)
แอบไกลเหมือนกัน ใช้เวลาราว 30นาที


ออกทางออก 1 (Gijang Market)
ตรงออกมานิดนึงแล้วเลี้ยวขวา เดินตรงยาวเลยสี่แยกที่มีร้าน Daiso อยู่ขวามือมาอีกราว 100 เมตร
ก็จะเจอ Gijang Market อยู่ขวามือ


แต่กว่าจะมาถึง ตลาดเค้าหุบร่มกันหมดแล้ว! ใจเสียเลย อุดส่าจะมากินปู 
แต่พอเดินเข้ามาอีกนิดนึงปรากฏว่าพวกร้านปูยังเปิดอยู่เต็มเลย


ไม่รู้หรอกร้านไหนอร่อย ก็เลือกมั่วๆไป เข้าร้านนี้ละกัน

เราสั่งปูรัสเซีย บ้านเราเรียกปูอลาสก้า (ซ้ายล่าง)
 แล้วก็ปูเกาหลี (ขวาบน)





ฟินมาก เนื้อหวานแน่น 
ส่วนตัวชอบปูอลาสกามากกว่าปูเกาหลีนะ ปูเกาหลีเหมือนปูม้าบ้านเรา 555

ส่วนนี่หอยอะไรมะรู้เค้าบอกให้ดูดดดดด ออกมา 55555 
Samantha ลองดูแล้ว บอกแปลกๆ 5555

ค่าเสียหาย 199,000 วอน
 
กินเสร็จก็ลงมาเดินดูร้านที่ยังพอเปิดอยู่บ้าง



คุณป้าคนนี้โหดมาก แล่ปลาไหลสดๆ ที่มีดปักอยู่นั่นยังดิ้นอยู่เลย ฮืออออ
😭😭😭😭😭😭😭

จากนั้นเราจะไปชมวิวสะพาน Gwangandaegyo กัน
มีคนบอกว่ามาเดินดูสะพานตอนกลางคืนสวยกว่าตอนกลางวัน
แฮ่ม.. ก็ต้องอย่างงั้นแหละ เพราะมาถึงก็ดึกแล้ว 😂😂😂😂


ขึ้นรถไฟกลับไปที่สถานที Bexco แล้วเปลี่ยนสายไป สายสีเขียว ลงสถานี Gwanggan (209)
ออกทางออก 3 หรือ 5 ก็ได้ พอถึงแล้วเราก็ขึ้นลิฟท์



ออกจากลิฟท์แล้วเลี้ยวซ้าย แล้วก็เดินยาวเลยครับ 

ระหว่างทาง แวะซื้อของกิน เป็นอารมณ์คล้ายๆกุ้ยช่ายทอดบ้านเรา ก็พอทานได้อยู่


ไปจนสุดก็จะเจอชายหาด มองเห็นสะพาน Gwangandaegyo อย่างชัดเจน
ตลอดทางมีร้านอาหารและคาเฟ่น่ารักๆเยอะมากเลย 
เสียดายเรามาถึงดึกแล้ว ร้านส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดกันไปบ้าง


ร้านนี้ทำตู้โชว์ขนมปังเป็นเคาเตอร์กั้น ด้านหลังเป็นครัวเปิด น่ารักมากๆ
เจ้าของทำเองขายเอง :)


Charlotte ขากินขนม แวะทุกร้าน 555


Samantha นี่ชีวิตจริงเป็นเชฟนะครับ ทริปนี้นางแวะร้านขนมหาไอเดียสดใหม่อัพเดทตลอดๆ
ใครสนใจทำขนมลองคลิ๊กไปดูรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊ค "EMV BAKING ROOM" 





ถึงหาดแล้ววว

 บางอย่าง กล้องถ่ายรูปมันไม่สามารถเก็บความสวยมาให้ดูได้เหมือนตาเห็นจริงๆนะ
ของจริงสะพานสวยมาก
หลังจากชื่นชมสะพานเราก็เลี้ยวซ้ายแล้วก็เดินชมเมืองยามราตรีกัน 
อากาศหนาวมาก ลมเย็นมาก แต่ Happy มาก มากับเพื่อน เดินไปเม๊าไปเรื่อยเปื่อย





ที่นี่ก็มีตลาดสดเหมือนกันนะครับ
 อันนี้ตัวอะไรไม่รู้ เหมือน...​เลย ใครทราบช่วยบอกที 😂😂😂😂😂

โดยรวมแล้วชิวมากครับ มาทะเลตอนกลางคืน ในฤดูหนาว ก็แปลกไปอีกแบบ
เดินไปไกลพอควร ถนนเริ่มเงียบเหงา เราเลยโบกแท๊กซี่กลับไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด 
จากตรงนั้นคือสถานี Millak (207) กลับโรงแรมของเรา

วันแรกเหมือนใช้ชีวิตบนรถไฟ ไม่เวิร์คเท่าไหร่ เป็นตัวอย่างให้ไม่ทำตาม 555
พลาดตรงรอบรถไฟที่เจ้าหน้าที่เค้าเลือกให้ ทำให้เราเสียเวลาบนรถไฟนานมาก
หลายๆคนเลือกจะบินตรงมาปูซาน แล้วค่อยนั่งรถไฟกลับไปเที่ยวโซล แล้วกลับไทยจากโซลเลย
แต่เราพึ่งนิมิตว่าอยากมาปูซานกันหลังจากจองตั๋วไปแล้ว
เอาเป็นว่าถ้าใครจะเดินทางด้วยรถไฟระหว่างปูซานไปโซล หรือโซลไปปูซาน ให้เช็คเที่ยวรถดีดีนะครับ
เร็วที่สุดที่จำได้คือ 2.35 ชั่วโมง 

เดี๋ยววันที่ 2 เราจะพาไปวัดริมทะเล และช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ทชื่อดังของปูซานกันนะครับ


*********************************







ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม