Sex and the City in Korea : DAY2 ปูซาน ไม่ได้มีดีแค่ปู!!



เช้าวันที่ 2 ตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศเดือนมีนาคม 
(กลางวัน 10 องศา กลางคืน -1)
... มันใช่ฤดูที่เราควรมาเที่ยวทะเลชะมะ 😂😂😂😂😂😂😂😂

วันนี้เราเช็คเอาท์โรงแรมและฝากกระเป๋าไว้ก่อน
เที่ยงนี้เราฝากท้องไว้ที่ร้านปลาหมึกผัดเผ็ดชื่อดังที่เพื่อนชาวเกาหลีของเราแนะนำ
ไม่รู้จะบอกว่าร้านชื่ออะไร เพราะอ่านภาษาเกาหลีไม่ออก 
😂😂😂😂 เอาเป็นว่าร้านตั้งอยู่บนถนน Gunam-ro
เดินจากโรงแรมประมาณ 5นาที จริงๆก็น่าจะถึง (ไม่นับถ่ายรูป Street Style เล่นระหว่างทาง 555)

 (จากซ้ายไปขวา Miranda-Samantha-Charlotte)
ถ้าเริ่มเดินจากสถานี Haeundae ก็เดินตรงไปทางที่จะไปชายหาด ราวๆ 200 เมตร
จะเจอร้านอยู่ขวามือ 


ก่อนถึงร้านจะมีร้านลูกชิ้นปลาปิ้ง ร้านนี้ก็ดัง ถ้ามีเวลาก็ลองแวะซื้อทานดูนะครับ


 สังเกตร้านสีแดงสด มีรั้วเตี้ยๆยื่นออกมา



อื้อหือออออ น่ากิน....


อ่าว! ผิดรูป 😂😂😂😂
เรามากินปลาหมึกกันเนอะ ปลาหมึก ปลาหมึก 




เมนูนี้เป็นอารมณ์เหมือนแกงเผ็ดๆหน่อย ตักราดข้าวทาน 
อร่อยดีครับ 8/10

(ส่วนอ๊บป้าโต๊ะริมกระจกให้ 10/10 😜😜😜😜)

ค่าเสียหาย 32,000 วอน

ท้องอิ่มก็ได้เวลาออกไปเริงเมือง 
เราเดินออกจากร้านปลาหมึก
แล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวขวาอีกทีนึง 
ตรงไป ข้ามถนนใหญ่ ก็ถึงชายหาดแล้ว



อากาศหนาวมาก จนต้นไม้ยังต้องห่มผ้าเลยอ่ะ 5555
ล้อเล่นนะครับ ทำไมเค้าต้องเอาอะไรมาพันด้วย แบบสงสัยเหมือนกัน


ก่อนจะข้ามถนนจะมีโชว์รูม BMW เซลล์หล่อมาก 
มีคนนึงหน้าเหมือนกงยู แต่ถ่ายไม่ทัน ใครไปแถวนั้นไปถ่ายกลับมาแบ่งกันดูด้วยนะ
😂😂😂😂😂


พอข้ามมาแล้วเจอป้าย Busan Sea Life Aquarium
วี๊ดดดด อยากดูมาก วิญญาณ เงือกน้อย Ariel เข้าสิงในทันใด!

"สะบัดครีบคงไม่ไกลเกินวา ควรจะมีขาไว้โดดอย่างคนเขา
เดินตัวเบาบนพื้น... เค้าเรียกว่าอะไรนะ? ถนน ~~~~~"


แต่.. เพื่อนอีก 3 คนไม่น่าจะเก็ท เลยได้แค่เดินเลยผ่านไป..
เดินทะลุ Aquarium ไปอีกนิด ...
...................

ว้าววว...


พัทยาาา ..... 
 เอ้ย! ปูซาน!!! 😂😂😂😂



จากมุมนี้ถ้ามองไปทางขวา จะเห็นโรงแรมใหญ่ๆอยู่ริมทะเล 
ตรงริมโขดหินจะมีทางเดินเป็นขั้นบันไดไม้
หลายคนบอกว่าถ่ายรูปสวยมาก แต่เราไม่มีเวลาแล้ว (เพราะตื่นสาย) เดี๋ยวต้องไปวัดต่อ

วิธีเดินทางไปวัด คือเดินกลับไปที่สถานี Haeundae ตรงใกล้ๆทางออก 7 จะมีป้ายรถเมล์อยู่
จากที่หาข้อมูลมา(บ้าง) รถบัสสาย 181 ใช้เวลาเดินทางราวๆ 20 นาที ค่ารถคนละ 1,300 วอน




(ซ้ายมีที่เห็นเหมือนเป็นทางลงไปใต้ดินคือทางออก 7 ส่วนกระจกสีฟ้าๆหลังต้นไม้แห้งตรงกลางคือลิฟท์ที่เราขึ้นมาจากสถานี Haeundae)




พอรถเมล์มาถึง ปรากฏว่ารถแน่นมาก! แปลว่าเราจะเป็นปลากระป๋องไปอีก 20นาที 
หรือถ้าจะรอสายต่อไปก็ไม่รู้จะอีกนานมั้ย
Miranda เลยเสนอ "แท๊กซีมะ? 5555"

เราเลยตัดสินใจ "แท๊กซี่~~~~~~~~~" (พร้อมถกขาเกงเกงโชว์ขาอ่อน) 😂😂😂😂
สรุป แท๊กซี่ก็ใช้เวลาเดินทางราวๆ 20นาทีเหมือนกัน
คืองง เพราะแท๊กซี่ไม่จอดเลยนะ แล้วรถเมล์ต้องจอดทุกป้าย มันจะถึงเวลาเดียวกันได้ยังไง??
หรือพี่แท๊กพาอ้อมวะ 55555555
ค่าแท๊กซี่ 8000 วอน ถือว่าไม่แพงนะ เพราะนั่งสี่คน



อ่ะถึงล้าววววว ด้านหน้าจะมีซุ้มขายของตลอด 2 ฝั่งเลย
อ่ะชักภาพรวมหน่อย 55555


 (จากซ้ายไปขวา Mirand-Charlotte-Carrie-Samantha)




Samantha บอกว่า ขนมนี้เป็นขนม Local ของปูซาน ควรลอง
แต่ลองแล้ว เฉยๆ เหมือนแป้งทอด มันๆ ให้ 5/10








ที่เกาหลีนี่เห็นร้าน Ediya Coffee เยอะเชียว มีแทบทุกที่เลย
ไม่แน่ใจว่าเป็นแบรนด์ Local อารมณ์ Amazon ของบ้านเรารึเปล่า




รูปปั้นนี้น่ารักจัง 


ซุ้มทางเข้า จากนี้เราต้องเดินลงบันไดไปหลายขั้นเหมือนกัน



























ระหว่างทางมีรูปปั้นเทพมีพุง เค้าเขียนไว้ว่าเป็นเทพที่ประทานลูกให้
ผู้หญิงหลายๆคนเลยแวะไหว้และสัมผัสบริเวณหน้าท้องของรูปปั้น

อ่านป้ายจบ Charlotte นางก็ไปแปะบ้างเลอ 😂😂😂😂
"ฉันก็เป็นผู้หญิงงงงง" (เพลงของ เจินเจิน บุญสูงเนิน ดังขึ้นในทันใด)

 พอลงมาถึงคือ ว๊าววววว สวยมากจริงๆ






บริเวณาสะพานข้ามไปสู่ตัววัดจะมีบ่อน้ำอยู่ด้านล่าง นักท่องเที่ยวจะโยนเหรียญเสี่ยงดวงขอพร
วันนี้ Samantha ของเราดวงดีมาก โยนครั้งเดียวลงในถ้วยหินชั้นล่างสุดเฉยเลย
นางกรี๊ดดังมาก คนหันมามองทั้งวัดเลย 5555555
Charlotte "ขอพระอะไรไปอ่ะ"
Samantha "ขอให้มีความสุขตลอดไป"
..........
ทุ่งดอกลาเวนเดอร์บานไปอีก








โดยรวมแล้วนับว่าประทับในนะครับ ถึงเราจะไม่ใช่สายบุญกันเท่าไหร่ แต่วัดริมทะเลนี้ก็เกร๋ดี
เสียดายที่วัดกำลังปรับปรุงอยู่ เลยมีไม้ซี่ๆต่อเป็นนั่งร้านเต็มเลย ถ้าไม่มีคงถ่ายรูปสวยกว่านี้

เป้าหมายต่อไปของเราคือ หมู่บ้านโบราณ Gamcheon Culture Village
ตามที่เราหาข้อมูลมา สามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Toseong 109 
จะเจอสี่แยก ให้เลี้ยวขวา แล้วเดินตรงไป จะเจอ Busan Cancer Center
ซึ่งจะมีป้ายรถเมล์อยู่แถวนั้น โดยให้ขึ้น สาย 2 หรือ สาย2-2
 ค่าโดยสาร 900 วอน

เราเลยเรียกแท๊กซี่ที่บอกเค้าให้ไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเอา
แต่ปรากฏว่า พอออกจากวัดมาได้นิดเดียว เราดันเหลือบไปเห็น Lotte Premium Outlet Busan 


"พี่สุชาติ จอดค่ะจอดดดดดด Stopppppppppppppp!!!"

พี่แท๊กซี่นี่งงไปเลยครับ พวกเราหวีดเสียงกันลั่นรถ
ความกระหายช้อปปิ้งของเราได้หยุดความอยากท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไปในทันใด
😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂 










มาเจอร้านนี้ รองเท้าน่ารัก ที่สำคัญ ลด 20-70% 😍😍😍😍😍😍😍




วาเลนติ๊โน่~~~ 😍😍😍😍😍


มีรองเท้าแบรนด์ Golden Goose ที่ฮอตฮิตมากในดาราเกาหลีด้วยยย วี๊ดดดดด
ทั้งกับตันยู ลีมินโฮ จีดราก้อน ใส่กันหมดจนกลายเป็นรองเท้ายอดฮิตของที่นี่เลย
 และแล้วเราก็เติมเต็มกิเลสเราไปเรียบร้อยที่นี่




สิ้นเนื้อประดาตัว..


 เดิมทีแผนของเราหลังหลังจากไปวัดริมทะเล (และบังเอิญแวะช้อปปิ้งที่เอาท์เล็ต)
คือเราจะไปเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Gamcheon Culture Village กัน
แต่!!!!!


อยู่ๆ ฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน 😭😭😭😭😭😭
อันนี้คือ Gamcheon Culture Village ที่เราตั้งใจจะไปกัน



(ที่มาจากเวป http://story.tourders.com)
เราเศร้าใจมากจริงๆที่จะไม่ได้ไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแสนเกร๋ 😔😔😔😔
.....

เลยเปลี่ยน....
ไปเดินห้างเลยข่ะ! 😂😂😂😂😂😂😂
Samantha สาวไอทีจึงทำการ Google ในทันใด ห้างไหนใหญ่สุด เก๋สุด เดิ้นสุดในปูซาน
อากู๋จึงบอกเราว่า "Shinsegae Centum City น่ะสิ ใหญ่เลิศที่สุดปฐพี"
พวกเราเลยไม่รอช้า มองหาแท๊กซี่ในทันใด
ไร้วี่แววของแท๊กซี่....... (กา กา กา effect เสียงอีกาดังขึ้นเลย) 😰😰😰😰

เราเดินเตร็ดเตร่หาแท๊กซี่กันอยู่นานมาก ประมาณว่าเดินรอบ(นอก) Outlet เกือบจะครบรอบได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการไม่ได้ขับรถมา Lotte Premium Outlet Pusan ด้วยตัวเอง
ขากลับคือ หาแท๊กซี่ยากมาก....
เราเดินวนแบบอย่างสิ้นหวังอยู่ราว 20 นาที ฟ้าก็ประทานแท๊กซี่มาให้หนึ่งคัน 😂😂😂😂😂😂

Samantha "Shinsegae! Centum Centum Ok?"
พี่แท๊กซี่  "투ㅗ곀ㄴ엄"  
(พูดอะไรไม่รู้ภาษาเกาหลี แต่พยักหน้า เราเลยเข้าใจว่าไปละกัน)
นั่งมาราวๆ 20 นาทีก็ถึงแล้วครับ ค่าเสียหาย 9,300 วอน




ห้างนี้เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในปูซาน และนางเคลมว่านางใหญ่ที่สุดในโลก...
 Carrie พูดเลยว่า Carrie ไม่แน่ใจ พวกห้างที่ดูไบน่าจะมีใหญ่กว่านี้ป่ะ?
แต่...
แค่นี้ก็ใหญ่มากแล้วครับ มีทุกแบรนด์จริงๆ แบรนด์แปลกๆที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนก็มีให้เห็นที่นี่






เราเดินเลยชั้นแบรนด์แพงๆไปได้เลย เงินไม่มี 555555
เลยจนไปถึงชั้น 5 เป็นชั้นสินค้าสุภาพบุรุษ ก็แวะวินโด้ช้อปปิ้งซักหน่อย
เอาเป็นว่าห้างที่นี่ใหญ่มาก มีของให้ช้อปเยอะมาก สามารถดูรายละเอียดได้จากใน 

Shopping Guide ซึ่งมีแจกอยู่ทั่วไปในห้าง







บอกไม่ถูก ทำไมทุกอย่างที่เกาหลีมันดูสวยกว่าบ้านเรา
ทั้งตัวสินค้า รวมไปถึงการตกแต่งร้าน

ที่นี่ก็มี Golden Goose เหมือนกันนะครับ 

 






















โอ้ย คู่นี้ก็สวยยยยยย 
ที่ขำคือ พนักงานงงมาก ที่เราถือถุง Golden Goose เดินเข้ามาในร้านนาง
พนักงานถึงกับถามว่า "Where did you get that?"
เราเลยบอกไปว่า "I bought it from Lotte Outlet"
พนักงาน "Oh.... but.. This shop is the first official one in Busan" 
(พร้อมกับใบหน้ายิ้มเยาะอย่างมั่นใจ)
เรา "............."

นี่นางกำลังบัฟ ว่าเราซื้อของปลอมหรอฟระ 555555
...
เอ๊ะ หรือเราโดนขายของปลอมมา😨😨😨😨😨
....
ช่างมานเถอะ ซื้อมาแล้ว 😒😒😒😒😒

จากนั้นเราก็ลงลิฟท์มาชั้นใต้ดิน ชั้นนี้จะขายสินค้าแนว Street Style




ส่ิงที่ประทับใจของห้างนี้ คือ มีตู้น้ำกดดื่มฟรีตรงหน้าลิฟท์ด้วย


ระหว่างที่เราเดินเล่นกันอยู่ จู่ๆ Samantha และ Charlotte ก็ขอแยกตัว
เพราะพวกนางจะไปสปากัน! ที่นี่มีสปาใหญ่ชื่อดังชื่อ "Spa Land"
ที่เพื่อนชาวเกาหลีของ Samantha แนะนำมา
หนอยยยยยยยยย ที่แท้ก็เป็นแผนของ Samantha นี่เอง ที่อยากจะมาแช่น้ำกะอ๊บป้า!!
 ปล่อยนางไปดูลาดเลาก่อนละกัน
พอดี Carrie กับ Miranda ... หิว 555555

งานนี้เลยแยกทางกันชั่วคราว คู่นึงไปสปา อีกคู่เดินหาขนมกินนิดๆหน่อยๆที่ชั้นซุปเปอร์





ร้าน Bake ที่เพิ่งมาเปิดที่ สยาม เซ็นเตอร์ ก็มีนะ 
คนต่อแถวเยอะเหมือนกัน

หลังจากหาอะไรใส่ท้องได้แล้ว ก็ได้เวลาตามไปผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันหน่อย

ตอนแรกก็เข้าใจว่า "Spa Land" ก็น่าจะคล้ายๆ Health Land บ้านเรา
แต่ที่จริง มันยิ่งกว่านั้น มันคือสวรรค์ของการพักผ่อนอย่างแท้จริงๆ!

 ทางเข้า Spa Land ซ่อนอยู่ระหว่างช้อป Prada และ Dior



นั่นไง เห็นป้ายเล็กๆอยุ่สุดทาง


แวะจ่ายค่าเสียหายที่เคาเตอร์นี้ก่อน 15,000 วอน



Spa Land คือโลกแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง โอ่อ่ากว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ
พอเข้าไปถึงด้านใน เราก็ต้องเปลี่ยนชุดเก็บของที่ล็อคเกอร์ให้เรียบร้อยก่อนค่อยเดินเข้าไปต่อ
ภายในมีที่นอนเอกขเนกอยู่ตลอดทาง


นอกจากนี้ยังมีโซนบ่อน้ำร้อนเอาท์ดอร์ให้เราแช่เท้า 




กิจกรรมหนึ่งที่คนเกาหลีนิยมมากในการมาสปา คือการเข้าซาวน่า 
หรือที่คนเกาเรียกว่า จิมจิลบัง
ลองนึกภาพซีรี่ส์ หรือรายการเกมส์โชว์ของเกาหลีที่คนชอบเข้าไปนอนเล่นโพกผ้ากลมๆข้างหู
เม๊ากันเรื่อยเปื่อยอ่ะ มันคืออะไรประมาณนี้แหละ 😄😄😄😄😄😄😄

หรือนี่คือเคล็ดลับที่ทำให้คนเกาหลีมีผิวสวยใสไร้ที่ติ
มาแล้วก็ต้องลองบ้าง 55555

 

ห้องซาวน่าที่นี่แบ่งตามระดับความร้อน 
โดยเค้าจะตั้งชื่อห้องและตกแต่งห้องตามสไตล์นั้นๆ
ร้อนมากร้อนน้อยเลือกเอาตามใจชอบเลย ส่วนนี่ 38องศาก็ไม่ไหวละ หายใจไม่ออก 
😓😓😓😓😓😓😓😓😓😓😓😓😓



อันนี้เกร๋มาก อยากไปลองนอนเล่น แต่เตียงเต็มหมดเลย
เค้าเคลมว่าจะช่วยผ่อนคลายและเพิ่มออกซิเจนให้ผิวได้อีกด้วย

ชั้นบนสุดของสปา เป็นห้อง Relaxation Room



เหมาะกับการนอนเป็นอย่างยิ่ง ปลื้มลำโพงติดพนักพิงศีรษะมากๆ 


คือถ้าไม่ได้ไปนอนเอาหัวพิง จะแทบไม่ได้ยินเสียงเลย คือห้องทั้งห้องเงียบมากกกกกกกกกกก
แต่พอเรานอนลงไป คือได้ยินเสียงทีวีชัดมาก สบายมากกกก
......
......
......

ผ่านไปราว ครึ่งชั่วโมงเราก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น 555555
ได้เวลาย้ายร่างไปลงแช่ออนเซ็นทิ้งทวนก่อนกลับ
ซึ่งระหว่างที่เรานอนหลับอยู่นั้น Samantha ได้ไปฉายเดี่ยวลงออนเซ็นมาก่อนแล้ว
นางกลับมาพร้อมหน้ากรุ้มกริ่ม
Samantha "มัน ดี มาก.... ร้อนวูบวาบเลย อิอิ" 

แช่ออนเซ็นที่นี่ต้องแก้ผ้าหมด... ใช่ แก้ผ้าหมด 
แก้มันตั้งแต่ตรงล็อคเกอร์เปลี่ยนชุด ช้างน้อยโตงเตงไปอย่างงั้นเลย
เพราะเค้าไม่มีผ้าขนหูให้เราปิดจิ๊มิก่อนเข้าออนเซ็น
ผ้าขนหนูจะมีให้หยิบตอนเที่เข้าไปในออนเซ็นแล้ว

เอาจริงๆไม่อายคนเกาหรอกนะ ไม่รู้จักกัน แต่นี่อายเพื่อน 55555
เลยตกลงกันว่าทยอยเข้าไปทีละคน ไปเจอกันในอ่างเลยละกันเนอะ!
 ปล. ส่วนนี้ไม่มีรูปมาให้ดูนะ 555555

โดยรวมประทับใจนะครับ อยากให้เมืองไทยมีแบบนี้บ้าง ...
หมายถึงสปานะ! ไม่ใช่แก้ผ้าเดินตั้งแต่ล็อคเกอร์ 😳😳😳
ค่าเสียหายก็ถูกมาก แค่ 15,000 วอน หรือราวๆ 4ร้อยกว่าบาทเอง
สามารถอยู่ในสปาได้ 4 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ ร้อย!!
ตอนออก Carrie Miranda Charlotte ก็ออกมานั่งรอกันอยู่ข้างหน้า
Samantha ทำไรไม่รู้ ช้ามาก

Miranda "เพื่อนเรามันหายหัวไปไหน หรือมันไม่รู้ว่าเราออกกันมาหมดแล้ว"
Carrie "ไม่น่าจะนะ เพราะตอนเดินออกมา ยังเห็นมันแต่งตัวอยู่ตรงล็อคเกอร์อยู่เลย"
Charlotte "จะไม่ถอดเข้าถอดออกไปเรื่อยๆส่องอ๊บป้าชะมะแกกกก"

.............

10 นาที่ผ่านไป

.............

Samantha "อันยองงงงงงงง" 
(นางกระโดดสกิ๊ปขาออกมาด้วยความร่าเริงดั่งลูกกวางในทุ่งลาเวนเดอร์)
Samantha "โทษทีนะ แต่งตัวนานไปหน่อย อิอิ" พร้อมยิ้มอย่างมีเลสนัย
Charlotte "เนี่ยยยยย แต่งตัวหรือแต่งหน้า เอาดีดี" 
Samantha "กูมะแต่งหน้ามะ อีเน่!"

ซักไปซักมานางถึงยอมคายออกมาว่าเจออ๊บป้าดี เลยอยู่ต่ออีกแพพ!
สมเป็น Samantha จริงๆ 😏😏😏😏😏😏😏😏

*********

หลังจากพักผ่อนเติมพลังกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลากลับไปเอาของที่โรงแรมกัน
คืนนี้เราจะเดินทางกลับ Seoul ด้วยรถไฟเส้นเดิมที่เรามา
นั่นคือ ขึ้นรถไฟ สายสีส้ม ที่สถานี Haeundae (203) 
 ลงที่สถานี Seomyeon (219) แล้วเปลี่ยนเป็น สายสีเขียว ไปลงสถานี Busan Staion
ค่าตั๋ว 1,500 วอน
(รอบนี้เราฉลาดแล้วนะ ขึ้นลิฟท์ตลอดทาง 5555)


พอมาถึงสถานี Busan Station เราก็แวะออกตั๋ว
คราวนี้เราก็ฉลาดแล้วนะ เลือกรอบ 2ทุ่ม 10 นาที ใช้เวลาเดินทาง 2ชั่วโมง 45นาที
😂😂😂😂😂😂

 

แต่! ดันดูชานชลาผิด!! ดูเลข 17 นึกว่า ชานชลา 17 เดินหาแทบตายก็ไม่เจอชานชลาเบอร์17
จริงๆคือ โบกี้เบอร์ 17!!! ชานชลาหนะเบอร์ 8 ข่าาาา
โอ้ยยยยยย ไม่สวยเลย วิ่งกันตาเหลือกกกกกกกกก
 แถมชานชลา 8 ไม่มีลิฟท์ไปอีกกกก
อีก 2 นาทีรถไฟจะออกแล้ววววววววว

โอ๊ยตั่ยแล๊วววววววววววววว 😱😱😱😱😱😱😱


 
พอขึ้นรถได้นี่โล่งอกมาก
รอบนี้เราได้รถใหม่กว่ารอบแรกเยอะเลย รอบแรกเหมือนรถไฟผีในหนัง Train to Busan 
😂😂😂😂😂😂😂😂


ดีใจ รถใหม่ มีที่ชาร์ตแบตมือถือให้ด้วย 

 
ราวๆ 10.45 เราก็กลับมาถึง Seoul Station ซึ่งเราก็ต้องต่อรถไฟไป Hongik U. 




โดยเดินเลี้ยวซ้ายมาจนสุดจะเห็นชานชลาเขียนว่าไป Hongik U. ก็ลงบันไดยาวๆไปเลย




 ที่นี่เราต้องซื้อตั๋วใหม่ ราคา 1,850 วอน 


ที่ Seoul เราจองที่พักจากเวป AIRBNB อยู่แถวสถานี Hongik U.
ที่เลือกแถวนี้เพราะใกล้แหล่งช้อปปิ้ง..และมหาลัย หึหึหึหึหึ 😎😎😎😎😎😎
  
เรามาถึงสถานี Hongik U. เกือบเที่ยงคืน เดินยาวๆมาออก ทางออก 1 



Samantha นางมีปัญหากับตั๋วอีกแล้ววววว!!
Office Please!!! รอบที่ 3
อะไรของนางเนี่ยยยยยยยยยยยยยย
กลัวไม่มีซีนมากหรอ? (เสียงเรียบ หน้าตาย สไตล์เมนเทอร์มาช่า)


ตรงก่อนขึ้นบันไดเลื่อนทางออก1 มีร้านขายของแต่งบ้านน่ารักมากกก
ชื่อ Butter คืนนี้มาไม่ทัน ร้านปิดแล้ว
แต่ยังเปิดไฟสว่างโล่ แปลกดี ร้านขายของที่นี่ถึงจะปิดแล้วก็ยังเปิดไฟ


พอเดินขึ้นมาก็เจอร้าน Shoopen ซึ่งเป็นร้านรองเท้าชื่อดัง(ของนักท่องเที่ยว) 
เพราะราคาถูกแสนถูก ตอนแรกดีใจ นึกว่ายังเปิดอยู่ ปรากฏนางปิดแล้ว แต่เปิดไฟเหมือนกับร้าน Butter 
ที่เราเจอเมื่อกี๊ หรือเป็นเทคนิคการโฆษณาร้านของที่นี่เค้า 
ถึงจะปิดแล้ว แต่คนเดินผ่านก็ยังมองเข้ามาเห็นสินค้า งิ?

ส่วนที่พักของเรา พอขึ้นมาจากทางออก 1 จะอยู่ตึกซ้ายมือ
สังเกตได้จากร้านดังกิ้นโดนัทชั้นล่าง (เจ้าของห้องแจ้งรายละเอียดมาให้ตอนเราคอนเฟิร์มที่พัก)



แถมด้านหลังของตึกที่เราพักก็มี มินิมาร์ทเล็กๆเปิด 24ช.ม.

มาดูห้องกันบ้างดีกว่า ท๊าด้านนนนนนนน



ห้องเป็น Duplex สองชั้น มี 1 เตียงด้านล่าง และ 3 เตียงด้านบน




ถือว่าพึงพอใจ ราคาตก 950 บาทต่อหัว ต่อคืน

ก็ดึกมากแล้วนะ แต่หิวอ่ะ 5555 
เราเลยออกไปหาอะไรกินกัน โดยเดินลอดรถไฟฟ้าใต้ดิน ข้ามไปอีกฝั่งถนน 
ซึ่งฝั่งนั้นคือถนนคนเดินย่าน Hongdae 




มาที่นี่ได้ 2 วัน แต่รู้สึกว่าเกาหลีมีอะไรคล้ายบ้านเราหลายอย่างมาก
ดึกแค่ไหนก็ยังมีอาหารขาย หาบเร่แผงลอยพบเห็นได้ทั่วไป


ถึงแม้จะเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว ร้านอาหารหลายๆร้านยังเปิดบริการอยู่เลย



เราเดินเลี้ยวไปทางซ้ายและพบกับร้านปิ้งย่างเกาหลีเปิด 24 ช.ม.ร้านนึง
เลยตัดสินใจเอาร้านนี้แหละ!



 (ร้านจะอยู่ถัดจาก Yogurt&Bakery)

อร่อยมากกก 10/10 ร้านนี้เครื่องเคียงพวกกิมจิ ตักเองได้ไม่อั้นเลย



แนะนำให้สั่ง Marinated Grilled Spareribs เมนูแรกในเมนูเลย อร่อยมาก




เป็นมือแรกที่ประทับใจมากที่ Seoul 😄😄😄😄😄😄😄
ค่าเสียหาย 76,300 วอน

ก่อนกลับบ้านเราเดินผ่านร้านขาหมูร้านนี้ ซึ่ง Samantha หาข้อมูลมา
ว่าได้รีวิวดีมากจาก Trip Adviser เดี๋ยวไว้วันไหนมีเวลาจะพามาทานกันนะครับ


พรุ่งนี้จะพาไปช้อปปิ้งย่านวัยรุ่นใสกิ๊งๆ บน ถนนคนเดิน Hongdae
ต่อด้วยช้อปปิ้งสยามสแควร์เกาหลีที่ Myeongdong 
ตบท้ายด้วยผับใหม่ล่าสุด Looking Star
Carrie ถ่ายอ๊บป้ามาเยอะแยะเลย ห้ามพลาดนาจา 😝😝😝😝😝😝😝

*******************************************

ความคิดเห็น