RAINY KYUSHU : คิวชู ตะลุยฝน ปนเที่ยว DAY1


RAINY KYUSHU เป็นอีกหนึ่งทริปที่พึ่งผ่านพ้นไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
นั่นแหละครับ ตามชื่อเลย ทริปนี้คือทริปตะลุยฝนบนภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น

งงมั้ยหละครับ หาเรื่องไปเที่ยวหน้าฝนเพื่อ!??? 😥😥😥😥
หลายคนเลือกที่จะเที่ยวญี่ปุ่นช่วงหน้าหนาวบ้าง ใบไม้ผลบ้าง ใบไม้ร่วงบ้าง
ผมเองก็เช่นกัน เดิมทีตั้งใจจะไปช่วงใบไม้แดง แต่ก็เกิดเหตุจำเป็นทำให้ต้องเลื่อนตั๋ว
ด้วยความที่ซื้อตั๋วราคาโปรโมชั่น (18,000 บาท) เค้าเลยไม่ให้เลื่อนไปเป็นช่วง High Season
แถมเสียค่าเลื่อนอีก 3,000 บาท 😥😥😥

ถึงอากาศจะร้อน ฝนตกแทบทุกวัน มีเรื่องพลาดๆเยอะแยะเต็มไปหมด
แต่กลับได้ความประทับใจหลายอย่างกลับมาอย่างที่คาดไม่ถึง

สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านรีวิวเพจนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่าอย่าคาดหวังในสาระนะครับ
รีวิวเพจเรามีไว้ให้อ่านเพื่อความบันเทิงและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกไปท่องเที่ยว
ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีดีกลับมาเล่าสู่กันฟัง
ถ้าพร้อมแล้วก็ 
อ่ะปายยยยยยยยยยยยยยยย!!


ทริปนี้เรากลับมาทางด้วยสายการบินไทยเช่นเคย ปีนี้เค้าได้รางวัล Skytrax Award ด้วยนาจา
เราคนไทย สนับสนุนของไทย 5555
เครื่องออกราวๆตี 1 มาถึงฟุกุโอกะตอนราวๆ 8 โมงเช้า ใช้เวลาเดือนทาง 5 ชั่วโมง



หลังจากรับกระเป๋าที่สายพานเสร็จ เราก็จะไปรับ Pocket wifi ที่เราจองผ่านทางเวปไซต์มาก่อนแล้ว
โดยเมื่อออกมาแล้วให้เลี้ยวซ้าย ไปนิดเดียวก็เจอเคาเตอร์ Yamato Transport
เวปเช่า Pocket wifi เค้าแจ้งว่าให้ไปรับที่เคาเตอร์นี้ครับ 


**** FYI ****
เจ้าบริการแมวดำนี้สามารถใช้ในการส่งกระเป๋าสัมภาระภายในประเทศญี่ปุ่นได้ด้วย
สะดวกมากๆนะครับสำหรับคนที่ไปเที่ยวหลายๆที่และไม่อยากลากกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นรถไฟให้เมื่อตุ้ม
แต่จะต้องมีการวางแผนจองโรงแรมไว้เรียบร้อยแล้ว 
เช่น พอเรามาถึง ให้เอาของออกแบ่งใส่กระเป๋าลากหรือเป้ใบเล็ก ใช้สำหรับอยู่ได้ 2-3วัน
แล้วส่งกระเป๋าใหญ่ไปโรงแรมที่จองไว้สำหรับวันที่ 4 เลย
พอถึงโรงแรมวันที่ 4 ก็แค่สลับเอาเสื้อใช้แล้วใส่กระเป๋าใหญ่ แล้วเอาเสื้อผ้าใหม่ออกมา 
แล้วก็ส่งกระเป๋าต่อไปอีกที่โรงแรมที่จองสำหรับวันที่8 หรือส่งกลับสนามบินเลย อะไรประมาณนั้น
ชีวิตการเที่ยวญี่ปุ่นจะสบายขึ้นมากกกกกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว
ส่วนใหญ่โรงแรมจะมีบริการฝากส่งให้ด้วยโดยฝากกับทางฟร้อนท์ได้เลย

แต่รอบนี้ดูจากแพลนแล้วเราไม่ได้ใช้บริการส่งกระเป๋าครับ ก็ลากมันไปเองนั่นแหละ
ส่วน wifi เราลองใช้บริการของ Wifi Rental 
เห็นโฆษณามันเด้งขึ้นมาใน Facebook ก็เลยลองดู
จะว่าไปมากี่รอบใช้ wifi คนละยี่ห้อตลอดเลย 55555
เอ๊ะ.. นี่คนหรือหมู เป็นเหยื่อโฆษณาตลอดเลย 😂😂😂😂😂😂


จากนั้นเราก็มาหาป้ายรถบัสกัน เราจะไปสถานี Hakata ซึ่งเป็นสถานีศูนย์กลางของเมืองฟุกุโอกะ


ดูจากป้ายแล้วเราต้องขึ้นรถบัสที่ป้ายเบอร์ 2 



ที่เสาจะมีตารางเวลารถให้ดูด้วย อยากให้บ้านเรามีบ้างจัง แต่คงทำไม่ได้เพราะรถติด 5555


ระหว่างรอรถ ก็มาแกะ wifi ดูหน่อย
ขนาดค่อนข้างใหญ่เหมือนกันเมื่อเทียบกับที่เคยใช้ของยี่ห้อ Samurai 
เดาว่าการที่อันใหญ่ ต้องแบตไม่หมดเร็วใส่นะคะซิส!!

Timing ของเราถือว่าดีทีเดียว กว่าจะผ่านตม.-รับกระเป๋า-เอาwifi ก็ปาไปเกือบๆ 9โมงแล้ว
ซึ่งรถบัสรอบที่เร็วสุดคือรอบ 9โมงตรง

ตอนขึ้นรถจะมีให้รับบัตรเพื่อตรวจดูว่าตอนเราลงต้องจ่ายเงินกี่บาท
ไม่ต้องกลัวถ้าไม่มีเศษ เพราะตรงข้างๆคนขับจะมีเครื่องแลกเหรียญอัตโนมัติ 
แนะนำให้แลกก่อนเลยเพื่อความสะดวกรวดเร็วและไม่ลกเวลาถึงป้ายที่เราจะต้องลง



เค้ามีป้ายแนะนำวิธีการจ่ายเงินค่าโดยสารอยู่ด้วย ตอนแรกเราก็แอบงงนะว่าจะจ่ายเงินยังไงตอนไหน
แต่พอเห็นป้ายนี้ก็เลยอ๋ออออ ทำตามคำแนะนำเค้าได้เลยครับ



นั่งรถมาแป๊บเดียว แป๊บเดียวจริงๆครับ คืองงมากว่าสนามบินที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 15 นาที


รถเมล์ญี่ปุ่นนี่ดีมากเลยครับ มีบอกว่าป้ายต่อไปคือป้ายอะไร 
สิ่งนี้ทำให้การเดินทางขนส่งมวลชนของญี่ปุ่นสะดวกสบายมากสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ


เราลงจากรถที่ป้าย Hakata Sta. Chikushiguchi


นี่ขนาดพึ่งมาถึง ฟ้าก็ครึ้มใส่แล้ว ☁️🌧☁️🌧☁️
ฮือออออออ 😭😭😭😭😭😭

มองไปทางซ้ายมือจะเห็นโรงแรม Clio Court ที่เราจะกลับมาพัก 2 วันสุดท้ายเลย ใกล้สถานีมากๆ
เดี๋ยวไว้กลับมาหาน้าาา อิอิ





จากตรงนี้ก็เดินตรงเข้าไปเลยข่าาา 
อย่างแรกที่เราต้องทำคือ ไปจองตัวรถไฟขบวน reserved seat ก่อน
เพราะเนื่องจากเคยมีประสบการณ์ไม่ได้จอง พอขึ้นรถ ไม่มีที่นั่ง
ต้องไปนั่งที่พื้นหน้าห้องน้ำ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นทริป Sapporo ถ้าจำไม่ผิด
อนาถมากกกกกก 😂😂😂





ห้องตั๋วจะอยู่ฝั่งซ้ายของสถานี เดินเลาะๆฝั่งซ้ายสุดไปก็จะเจอห้องตั๋วแบบนี้


ที่นี่เค้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ เค้าพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว



แพลนของเราคร่าวๆคือ วันแรกเราจะไป Kumamoto ก่อน จากนั้นนอนที่ Kumamoto คืนนึง
แล้วไป Yufuin ค้าง Yufuin อีกหนึ่งคืน แล้วค่อยกลับมาเที่ยวที่ Fukuoka 
โปรดอย่าสนใจลายมืออันยุ่งเหยิง 😂😂😂😂😂

สำหรับการจองรถไฟ ถ้าเราทำการบ้านมาล่วงหน้า ทุกอย่างจะสะดวกรวดเร็วมาก
เราสามารถเสิร์ชหาข้อมูลตารางรถไฟได้ที่เวป www.hyperdia.com

จากนั้นให้เราเดินย้อนกลับมาทางเดิมที่เข้ามา 
ด้านขวาตรงเกือบสุดทางออกจะเจอทางเข้าสถานีรถไฟ Shinkansen



รอบนี้เราซื้อ JR Pass North Kyushu แบบ 5 วันมาในราคาประมาณ 3,400 บาท (จำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้)
ถามว่าคุ้มมั้ย พอใช้รวมๆก็ไม่ได้คุ้มมาก เรียกว่าใช้พอดีๆกับที่จ่ายไป 
แต่มันซื้อความสะดวกในการผ่านจุดตื๊ดบัตรได้ดีทีเดียว


เพราะเราจะเดินเลาะผ่านช่องนี้แทนที่จะต้องไปตื๊ดบัตรแบบคนที่ใช้บัตรทั่วไป


เราต้องไปสาย Tsubame 321  ชานชลา 11 แต่กว่ารถไฟจะมา อีกราวครึ่งชั่วโมง
เลยมาเดินเล่นมินิมาร์ทกับร้านขายของฝากในสถานีรอ





ขนมขวัญใจคนไทย Qoo 😂😂😂😂😂😂




เหมือนไข่ปลาเมนไทโกะจะเป็นของขึ้นชื่อที่นี่ เห็นขายทุกร้านตั้งแต่ตอนเข้ามาในสถานีละ


มาถึงญี่ปุ่นแล้ว ต้องใส่หน้ากาก แจแปนีสตัยยยยย 😂😂😂😂


รถไฟมาล้าววววว อ่ะปายยยยยยย


พอดีตอนอยู่บนเครื่องหลับยาว เลยยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
เข้านี้ฝากท้องไว้กับข้าวกล่องเบนโตะไปก่อนระหว่างนั่งรถไฟ


จากสถานี Hakata นั่งกินๆนอนๆ เพลินๆ ประมาณชั่วโมงนึงก็ถึง Kumamoto แล้ว




พอออกเดินลงจากชานชลามาก็เจอน้องหมี Kumamon ก่อนเลย



พอออกจากที่ตื๊ดบัตร เราต้องเดินไปทางซ้ายเพื่อไปออกทาง Shirakawa Gate


สามารถเดินลงหรือขึ้นลิฟท์ทางขวามือก็ได้
จากนั้นเดินลอดทะลุมาอีกฝั่งก็จะเจอทางออกจากสถานี


น้องหมานี่ชื่ออะไรจำไม่ได้ น่ารัก น่าจะเป็นอีกหนึ่งโลโก้ของ Kumamoto เหมือนน้องหมี Kumamon

พอขึ้นบันไดมาก็จะเจอทางออกจากสถานี



จากสถานีมา เดินเลาะไปทางซ้าย จะเจอโรงแรมที่เราจองไว้สำหรับพักค้างคืนที่ Kumamoto
โรงแรมชื่อ The New Hotel



ถึงล้าวววววว




เรามาถึงตอนเที่ยงๆ ยังไม่สามารถ Check in ได้ เนื่องจากโรงแรมส่วนใหญ่ที่นี่
จะให้ Check in ได้ตอนประมาณบ่าย2-3 แต่สามารถฝากสัมภาระไว้ได้
และโดนบังคับให้ออกได้เที่ยวเล่นก่อนโดยอัตโนมัติ

อย่างที่ทราบกันว่าแผ่นดินไหวที่คุมาโมโต้ สร้างความเสียหายให้กับปราสาท Kumamoto
ซึ่งเป็นหนึ่งใน ไฮไลท์ของที่นี่ ทำให้ช่วงที่เราไป ปราสาทยังคงปิดซ่อมอยู่
ไอ้เราก็ไม่รู้จะไปไหนดี เลยเปิดหนังสือนำเที่ยวที่ซื้อติดมาดู
เอาว่ะ ไปวัด Honmyoji Temple ก็แล้วกัน เห็นจากในรูปดูสวยดี 😂😂😂

การเดินทางในจังหวัด​ Kumamoto นี้ทำได้ 2 ทาง คือด้วยรถบัส และรถราง




ซึ่งเราตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าเอารถราง 
เพราะตารางรถรางดูง่ายว่า 5555555



ดังนั้น ก่อนอื่นเราเลยต้องเดินกลับไปที่สถานี Kumamoto ใหม่ เพื่อซื้อตั๋วรถราง 




ตั๋วที่นี่เค้าขายหลายแพ็คเกจมาก สามารถสอบถาม
ที่เคาเตอร์ Tourist Information Center ได้


มีตั้งแบบ Loop bus 1 day pass , City Tram 1 day pass หรือจะเป็นแบบเหมา
Tram and City Bus day pass ไปเลย เลือกที่สบายใจ

เราซื้อแบบ City Tram 1 day pass มาในราคา 400 เยน ขึ้นได้ไม่จำกัดเที่ยว
เป้าหมายของเราคือ Honmyoji Temple...



อุ๊บส์.. ไขว้เขวเล็กน้อย 55555
นั่นๆ รถไฟมาแล้วๆ




โดยขึ้นรถรางสาย A-Line ไปลงสถานี Karashimacho แล้วเปลี่ยนไปสาย B-Line




พอถึงสถานี Karashimacho แล้วให้ข้ามไปอีกฝั่งของชานชลา


ที่สถานีนี้มองไปจะเห็นย่านช้อปปิ้ง Sun road shinshigai ได้ด้วย เดี๋ยวพอไปวัดเสร็จ กลับมาเดินดีกว่า


เราขึ้นรถรางสาย B-Line ไปลงสถานี B3 Honmyoji Temple Entrance


อุ๊ย มือลั่นอีกละ 5555555

เวลาลงจากรถอย่าลืมแสดงบัตร 1 day pass ให้คนขับดูด้วยหละ


อ่ะถึงแล้วววววว ข้อดีของการเดินทางที่ญี่ปุ่นคือทุกป้ายเค้ามีเวลาตารางรถบอกตลอดเลย



พอลงจากรถให้เดินย้อนมาทางซ้าย จะเจอสี่แยก 


เลี้ยวขวาตรงลอดใต้สะพานยาวๆไปเลย



บ้านนี้สีน่ารักมากกกกกกกก


ระหว่างทางเจอไปรษณีย์ เลยแวะส่งโปสการ์ดหา Host Family ชาวญี่ปุ่นที่เราเคยมาพักที่บ้านเค้า


เดี๋ยวปลายปีว่าจะไปเยี่ยมเค้าหน่อย เค้าอยู่ภูมิภาค Tohoku อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยเท่าไหร่
แต่จะบอกว่าภูมิภาคนี้ธรรมชาติสวยมว๊ากกกกกกกกกกก


ตรงไปประมาณ 300 เมตรจะเจอสะพานข้ามคลอง



พอข้ามแล้วจะเจอทางแยกถนน วันที่เราไปเค้าบอกให้เลี้ยวซ้าย 


ซึ่งจริงๆถ้าดูตามแผนที่แล้วควรจะไปทางขวามากกว่า แต่ที่ให้เราเลี้ยวซ้าย 
เพราะซุ้มประตูทางเข้ามันปิดซ่อมอยู่ 


เลยต้องเดินอ้อมเข้าด้านซ้ายแทน

มีรถ Kumamon ด้วยอ่ะ นั่ลล้าคคคคคคคค 😍😍😍😍😍



เดินตรงไปอีกราว 200 เมตรจะเจอบ้านสีเทาๆด้านซ้ายมือ 


เลยบ้านนั้นมานิดนึงจะเจอซอยทางขวา




เลี้ยวขวาปุ๊บ จะเจอทางเดินยาวววววว เลย 


ระหว่างทางจะวัดเล็กวัดหน่อยกว่า 10 แห่งตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่ง
สามารถเข้าไปดูได้บ้างไม่ได้บ้างนะครับ


เริ่มมองเห็นบันไดอยู่ลิบๆละ


พอเดินมาจนสุดเห็นบันไดชัดๆ... เอิ่ม เป็นร้อยขั้นเลยอ่ะ 
เห็นทีแรกมองหน้ากัน กลับดีมั้ยวะ 5555 แต่ไหนๆมาแล้ว ขึ้นไปหน่อยแล้วกัน




มาถึงแล้ว วัด Honmyoji



เงียบมาก... จิ้งหรีดร้อง รี๊ดๆๆๆ เลยทีเดียว
มีแค่เรากับเจ้าหน้าที่วัดคอยขายเครื่องราง...


วัดก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนะ ไม่ได้รู้สึกว่าว้าวเท่าไหร่



ถ้าไม่ได้ว่างจริงๆ และไม่ได้อินกับวัด ส่วนตัวคิดว่าไม่ต้องมาก็ได้ 5555
รีวิวคนอื่นเค้าพาไปที่ที่ต้องไปใช่มะ เราชอบหาที่ใหม่ๆ ดีก็แนะนำ 
ไม่เท่าไหร่ก็บอกเลย ไม่ว่างจริงไม่ต้องไปหรอก 5555

เดินอ้อมรอบวัดดูนู่นนี่ไปมา ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นทางเดินขึ้นเขาต่อจากตัววัด


ในวัดมีแผนที่ให้ดูด้วย บอกว่าทางเดินขึ้นไปจะเป็นจุดชมวิว และรูปปั้นไดเมียวของที่นี่
มองหน้ากันอีกรอบ คราวนี้ขึ้นบันไดโหดกว่าเดิม 
เอาไงดีคะซิสสสสสส
แต่ตามสเต็ป มาแล้วก็ไปให้สุดข่าาาาา
เดินข่ะ เดินนนนน ใช้เทคนิคเดิมที่เคยแนะนำ
ใครยังไม่รู้ลองทำดู เวลาขึ้นบันไดหลายๆขั้น ให้เอามือข้างนึงออกแรงยกก้นตัวเอง
ใช่ นั่นแหละ ไม่ต้องงง ยกก้น ออกแรงเหมือนจะยกตัวเอง
เวลาเดินขึ้นบันได จะเมื่อยน้อยลง ไม่รู้ทฤษฎีมันคืออะไร 
แต่มันมันเมื่อยขาน้อยลงจริงๆ 55555
หรือมันไปเมื่อยที่แขนแทนหว่า 5555555



ระหว่างทางมีผู้ใหญ่ ค่อนข้างมีอายุ เดินขึ้นเขาส่วนนี้กันเยอะมาก
คิดว่าคงเดินออกกำลังกาย.. สึส ฟิตไปป่ะแว๊ (คิดในใจ) เดินเร็วด้วย
เดินเลยพวกตูไปแล้ว อร๊ายยยยยยย


แฮกมาก แต่จะบอกว่าต้นไม้ร่มรื่นมาก งงเหมือนกันว่าทำไมบ้านเค้าอากาศร้อนขนาดนี้
แต่พวกมอสเฟิร์นยังดูเขียวฉะอุ่มอยู่ได้ด้วย


ท่านคะ รอบ่าวอีกแพพนะคะ~~~~~~


มาถึงยอดละ ขอพักแพพ...


บนนี้จะมีรูปปั้นเหมือนอนุสาวรีย์ของท่าน Kato Kiyomasa...
เป็นไดเมียวของเมือง Kumamoto

ขึ้นมาเหนื่อยมาก ร้อน + แก่ ด้วยมั้ง 55555
ยืนชมวิวเมือง Kumamoto กับคุณลุงหน่อย




แวะขึ้นมาทำความเคารพท่านไดเมียวหน่อย 
🙏🏻🙏🏻🙏🏻
อ่านเจอมาว่า ช่วงปลายเดือน มีนาคม ทางวัดจะมีการจัดงานเทศกาลประดับไฟ
Honmyoji hana touro จะมีโคมไฟประดับไว้บนต้นซากุระและริมทางเดินเป็นแนวยาว
ครอบตลอดทางขึ้นบันไดมาเลย... 
นี่ว่าช่วงซากุระเอย ใบไม้แดงเอย ที่นี่น่าจะป๊อปปูล่าขึ้นมาทันที
.... 
แล้วเราหล่ะ....
เอาเถอะ เราดันมาหน้าร้อน ก็สวยไปอีกแบบ เขียวฉะอุ่ม อิอิ
วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์วนไปข่ะ


พักจนหายหอบก็ได้เวลาเดินลง...​ โอ๊ย นี่ตรูต้องลงอีกกี่ร้อยขั้นนนนนน


ความเขียวมันก็สวยไปอีกแบบนะเอาจริงๆ ขาลงเดินเพลินๆ ไม่เหนื่อยละ อิอิ


นี่ว่า วัดนี้จะสวยและน่ามามากในช่วงใบไม้แดง อากาศไม่ร้อน เดินหอบเบาๆ 
แต่จั๊กแร้ไม่แตกแบบเราวันนี้ 😂😂😂😂😂

ดูนาฬิกาก็ได้เวลากลับไปโรงแรม Check in อาบน้ำอาบท่าซักหน่อย


มาดูที่พักของเราวันแรกกัน 
เตียงใหญ่นอนสบายมาก







มาในราคา 26,xxx เยน คิดเป็นเงินไทยก็ราว 4,xxx บาท ก็ถือว่าไม่ถูกเท่าไหร่
แต่เน้นเดินใกล้สถานี จริงๆมีอีกทางเลือกคือ Toyoko Inn โรงแรมยอดฮิตของคนไทย
ซึ่งน่าจะถูกกว่า แต่อันนี้แฟนเป็นคนจัดการเรื่องจองที่พัก เราไม่ได้ช่วยหาเลยบ่นไม่ได้ 555

แต่ที่ประทับใจมากคือเค้าเอาสัมภาระทั้งหมดขึ้นมาไว้บนห้องให้เลย
ตั้งแต่นอนมายังไม่เคยเจอโรงแรมไหนทำให้แบบนี้เลยอ่ะ ฟินนนนน
กราบเบญจาง 4 ทิศรัวๆ
แฮปปี้มาก เรื่องเล็กแบบนี้ ช่วยเราได้มาก เมื่อเราเดินขึ้นเขาเป็นร้อยขั้นมา 
😂😂😂

พักอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็งีบสักหน่อย 

😴😴😴😴😴😴😴
............
..........
......

นอนเพลินไปหน่อย ตื่นมา 6 โมงเย็นเลย 5555
เย็นนี้เราจะไปเดินเล่นย่านช้อปปิ้ง Sun road Shinshigai กัน
โดยขึ้นรถรางสาย A-Line ไปลงชานชลาเบอร์ 11 Torichosuji ซึ่งเป็นทางเข้าอีกฝั่ง
คนละอันกับที่เราเห็นตอนไปเปลี่ยนสายไปวัด Honmyoji 
เพราะเราตั้งใจจะเดินจนสุด แล้วกลับบ้านจากสถานีนั้น





อ่ะถึงแล้วววว



ย่านช้อปปิ้งนี่เป็นย่านช้อปปิ้งหลักของ Kumamoto 
ร้านรวงส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน มีตั้งแต่แบรนด์เนม เสื้อผ้า รองเท้า
สินค้าแฟชั่น ร้านขายของฝาก กิ๊ฟช็อป ร้านเครื่องสำอางค์ ร้านเกม ร้านอาหาร 
ผับ บาร์ คาราโอเกะ มาที่เดียวได้ครบจบในตัว






โอ๊ย อันนี้พลาดมาก เบลอ!!! นี่ขนาดเบลอนะเนี่ย!!




วันนี้เราจะฝากท้องไว้กับร้าน Uosen Suisan 


เดินตรงไปเลี้ยวขวาแยกที่ 2 ไปนิดเดียวก็มองเห็นร้านแล้ว อยู่ซ้ายมือ







ร้านนี้ก็เสิร์ชจาก Tripadvisor ตามเคย เห็นรีวิวว่าดีเยอะ 
ร้านนี้คิดว่าน่าจะเป็นร้านแบบเครือ มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น
เป็นอาหารญี่ปุ่นเพลนๆ ราคาไม่ได้สูงมาก



เวลาเรียกพนักงานที่ญี่ปุ่น เดี๋ยวนี้เค้าจะมีปุ่มกดแทบทุกร้านแล้ว
ลองมองหาปุ่มกดก่อนจะตะโกนเรียกนะครับ
อย่างร้านนี้พนักงานเค้าไม่ได้มาเดินวนเวียนอยู่ให้เราเรียกเท่าไหร่
แต่กดปั๊บมาปุ๊บ



สลัดปลาดิบ 8/10



ยากิโทริ 10/10 อร่อยมากกกกก



หมูชาบูผัดขิง 8/10



ซาชิมิปลาทูน่า 8/10



ชุดซูชิรวม 8/10

โดยรวมแล้วก็กลางๆนะ อร่อยปกติของอาหารญี่ปุ่น ไม่ได้ว้าวอะไร แต่ก็อิ่มท้องดี
ค่าเสียหาย 4,698 เยน (1,410 บาท)

กินเสร็จก็ไปเดินเล่นกันต่อ
เหมือนย่านช้อปปิ้งที่นี่ปิดเร็วเหมือนกัน นี่พึ่งเกือบๆ 2 ทุ่ม ร้านรวงก็ทยอยปิดกันไปบ้างแล้ว

มัตสึโมโต้ ร้านเครื่องสำอางค์ที่ทุกคนต้องแวะ 
ตอนนี้มีมาขายในไทยแล้วตามเซ็นทรัล 









ระหว่างทางของถนนช้อปปิ้ง Sun road จะมีซอยย่อยอีกเยอะมากกกกกก





เดินมั่วๆไปก็บังเอิญเจอร้านขวัญใจคนไทย
Donquijote จีฉ่อยแดนปลาดิบ
เปิดมัน 24 ชั่วโมง มีของสากเบือยันเรือรบ มีทุกอย่างจริงๆ



ว่าจะมาซื้อพวกขนมกลับไปฝากเพื่อนๆ แต่เดี๋ยวค่อยกลับไปซื้อที่ฟุกุโอกะดีกว่า ขี้เกียจแบก
แต่สำหรับใครที่อยากมาช้อปก็ตามแผนที่เบย



อีกอย่างนึงที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน ญี่ปุ่นคือที่สุด
เค้กกกกกกกก ส่วนตัวชอบเค้กสไตล์ญี่ปุ่นมาก เนื้อเบาๆ ครีมสดรสชาติดี
ที่สำคัญ หน้าตาน่ากินมว๊ากกกก











อยากกินมาก แต่อิ่มท้องจะแตก 
แฟนเลยซื้อแยมโรมมาอันนึง 
จริงๆน่าจะเรียกว่าครีมโรลมากกว่า เพราะที่นี่เค้าไม่ใช้แยมเป็นไส้กัน 😂😂😂



ส่วนเราซื้อเอแคลร์มาอันนึง



โดน Photo bomb โดยนักท่องเที่ยวด้วยกันซะงั้น 😂😂😂



ร้านเกม ร้านปาจิงโกะของที่นี่เปิดดึกเหมือนกัน 
หน้าร้านชอบมีดอกไม้เหมือนพวงหรีดบ้านเราวางไว้เต็มเลย 
เคยสังเกตมาหลายทีละ ที่เกาหลีก็เหมือนกัน เวลาเปิดร้านใหม่
เค้าจะส่งดอกไม้มาแสดงความยินดี แต่ฟอร์มการจัดเหมือนพวงหรีดบ้านเราเลย 😂😂😂😂



วันแรกของเราก็ผ่านพ้นไปแบบเบาเบา รีบกลับไปนอน 
เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ 
พรุ่งนี้เราจะพาไปเที่ยวแบบ Unseen ของ Kumamoto กัน
สถานที่ที่จะไปมาจากคำแนะนำของเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ไปมาแล้ว เค้าบอกว่าดีมาก
ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!!


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม